บทที่ 9 ฐานะนางทาส

มิราทรุดฮวบลงบนพื้นพรมอย่างหมดเรี่ยวแรง นั่งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น หยาดน้ำตายังคงไหลรินอาบแก้มขณะจดจ้องความพินาศของครอบครัวบนหน้าจอที่ถูกตัดดับไปแล้ว

ชีคอาดิลสาดสายตาดำขลับจ้องลงมองร่างบางที่นั่งกองอยู่แทบเท้าด้วแววตาเย็นเยียบไร้ความปรานี ชายหนุ่มจัดคอเสื้อที่ยับย่นของตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งทหารองครักษ์ที่รออยู่ด้านนอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ลากตัวนางกลับไปขังซะ... อย่าให้ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ฟูมฟายของนางเด็ดขาด"

เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในห้องทำงานส่วนพระองค์

ชีคอาดิลนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังบุกำมะหยี่ นัยน์ตาสีรัตติกาลจ้องมองภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาดิลเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างใช้ความคิด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นมุมปาก

แกรก...

บานประตูถูกเปิดออก มิราถูกทหารองครักษ์คุมตัวเข้ามา สภาพของหญิงสาวยังคงอิดโรยและบอบช้ำจากเหตุการณ์เมื่อคืน ทว่าแววตาที่ช้อนขึ้นมองเขายังคงแข็งกร้าวและดื้อดึงไม่เปลี่ยน

อาดิลผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสืบเท้าเข้าหาเชลยสาวอย่างช้าๆ ก่อนจะโยน 'ชุดกระโปรงสีตุ่นเนื้อหยาบ' แบบที่สาวใช้ระดับล่างสุดในวังใส่กัน ลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

"เปลี่ยนชุดซะ" อาดิลออกคำสั่งเสียงเด็ดขาด

มิราปรายตามองชุดกระโปรงชั้นต่ำนั้น สลับกับสบสายตาดุดันของร่างสูง "นี่มันอะไร? คุณคิดจะทำอะไรอีก!"

"ขังเธอไว้เฉยๆ มันสิ้นเปลืองเปล่าๆ..." อาดิลก้าวประชิดตัว โน้มใบหน้าลงมาจนมิราต้องถอยกรูดไปชนขอบโต๊ะ เขาใช้ท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้างยันขอบโต๊ะกักขังร่างบางเอาไว้ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใส "ตั้งแต่วันนี้ เธอต้องมาเป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ของฉัน"

"ผู้ช่วยส่วนตัวเหรอ?" มิราแค่นเสียงหัวเราะหยันทั้งที่หัวใจเต้นระทึก "คุณคงไม่ได้หวังให้ทายาทอรรถศิขรคอร์ปมานั่งพิมพ์เอกสาร หรือทำบัญชีให้หรอกนะ"

"แน่นอนว่าไม่..." ปลายนิ้วสากเลื่อนขึ้นมาเชยคางมน บังคับให้ใบหน้าหวานต้องแหงนขึ้นสบตา "ตำแหน่งนี้มันก็แค่ชื่อเรียกสวยหรู หน้าที่จริงๆ ของเธอ... คือต้องคอยรับใช้ รินน้ำ ล้างพื้น และทำทุกอย่างที่ฉันสั่งเยี่ยงทาส!"

มิราตัวแข็งทื่อ แววตาคู่สวยสั่นระริก

"นิ่งเชียวนะ… ถูกใจล่ะสิ..." อาดิลกระซิบชิดริมฝีปาก "ถ้างั้นก็เอาชุดนี่ไปใส่ซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วจับเธอเปลี่ยนเองตรงนี้!"

สิบห้านาทีต่อมา 

บานประตูห้องอาบน้ำภายในห้องทำงานส่วนพระองค์ถูกเปิดออก

มิราก้าวออกมาในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีตุ่นเนื้อหยาบ

แม้เนื้อผ้าจะสากระคายผิวและไร้ซึ่งเครื่องประดับใด ทว่าทรวดทรงบอบบางซ่อนรูป ผิวพรรณนวลเนียน และลำคอระหงกลับทำให้ชุดสาวใช้ระดับล่างดูสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ชีคอาดิลที่นั่งรออยู่บนโซฟาหนังละสายตาจากแฟ้มเอกสาร นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองร่างระหงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างจาบจ้วง ความพึงพอใจลึกๆ ประกายวูบขึ้นในดวงตาคมกริบ

ชายหนุ่มโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนจะก้าวอาดๆ เข้ามาหยุดยืนประชิดตัวมิรา

"ก็ดู... เหมาะกับสันดานของพวกตระกูลขี้โกงดีนี่" เขาเหยียดยิ้มร้ายกาจ ปลายนิ้วสากเอื้อมไปจัดคอเสื้อที่ยับย่นของเธอให้เข้าที่อย่างเชื่องช้า ทว่าจงใจลากปลายนิ้วเฉียดผ่านผิวเนียนบริเวณไหปลาร้าจนร่างบางสะดุ้ง "สมกับเป็นเชลยที่สมบูรณ์แบบ"

"ถ้าใช้กำลังบีบบังคับฉัน แล้วมันจะช่วยเติมเต็มปมด้อยของคุณได้… ก็เชิญเสพสุขให้พอเถอะค่ะ" มิราเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตช้อนขึ้นสบตากลับอย่างท้าทาย "เพราะต่อให้คุณจะพยายามกดหัวฉันให้ต่ำแค่ไหน... คุณก็เป็นได้แค่ผู้ชายขี้ขลาดที่รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้!"

อาดิลขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน จ้องมองเชลยสาวด้วยแววตาแข็งกร้าว ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดเอวคอดกิ่วแล้วกระชากร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นอกปะทะกัน

"อ๊ะ!"

"ปากดีให้ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน มิรา" มือหนาเลื่อนขึ้นมากอบกุมหลังคอระหง บังคับให้ใบหน้าหวานแหงนขึ้นรับลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดริมฝีปากซึ่งห่างกันเพียงแค่คืบ "เพราะต่อจากนี้... เธอจะได้เรียนรู้ว่านรกของจริงมันเป็นยังไง"

เขาปล่อยมือจากร่างบางอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งให้หญิงสาวยืนหอบหายใจด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะตวัดเสียงสั่ง

"บ่ายนี้มีงานเลี้ยงน้ำชาของราชวงศ์... ตามฉันลงไปข้างล่าง และจำไว้ว่าหน้าที่ของเธอคือเสิร์ฟน้ำ ล้างจาน และหุบปากซะ ถ้าทำให้ฉันขายหน้าล่ะก็... เธอจะได้เห็นดีกับฉันแน่"

ช่วงบ่าย

มิราถูกบังคับให้มายืนคอยรับใช้อยู่ริมระเบียงทางเดิน ในงานเลี้ยงน้ำชายามบ่ายกลางสวนพฤกษชาติอันร่มรื่นของพระราชวัง...

แสงแดดอ่อนๆ และเสียงนกร้องไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเธอเบิกบานขึ้นเลย สองมือเล็กต้องคอยประคองถาดทองเหลืองขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกาน้ำชาและขนมหวานน้ำหนักไม่ใช่น้อย เดินฝ่าสายตาดูแคลนของเหล่าเชื้อพระวงศ์และแขกเหรื่อ

สองมือบางประคองถาดทองเหลืองขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยกาน้ำชาร้อนและถ้วยกระเบื้องเคลือบ เดินฝ่าสายตาเหยียดหยามของแขกเหรื่อมาหยุดลงที่โต๊ะของ 'เจ้าหญิงลายลา'

มิราสูดลมหายใจลึก ก่อนค้อมศีรษะลงเล็กน้อย

"เครื่องดื่มเพคะ เจ้าหญิง" เธอกัดฟันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป